สวัสดีครับทุกคน :)
ผมเคยคิดมาตลอดว่าผมเเทบจะมีเวลาไม่จํากัด เกิดมาพึ่งอายุ 20 เอง เเละเป็นช่วงชีวิตที่สามารถลองผิดลองถูก เที่ยวเล่น เเละไม่ต้องจริงจังกับชีวิตมากนักได้
เเต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อนของผมคนนึงได้จากไปด้วย 'โรคมะเร็งเซลสืบพันธุ์'(Germ Cell Cancer)
เพื่อนของผมคนนี้ พึ่งได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาที่คณะเเพทย์ไม่ถึง 2 ปี เเละชีวิตของเขาพึ่งจะได้เริ่มต้นเอง
เขาพึ่งได้พบปะเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ เเละได้ลิ้มรสคําว่า 'อิสระ' ครั้งเเรกในชีวิตหลังจากที่พยายามอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเข้ามาเรียน ณ สถาบันที่เขาได้ใฝ่ฝันมาทั้งชีวิตว่าจะเข้าเรียนให้ได้
ผมไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการที่คนคนนึงได้พยายามทําอะไรซักอย่าง จนประสบความสําเร็จได้ขนาดนี้ เเต่อยู่ดีๆ วันนึง ทุกสิ่งก็ถูกพรากไปโดย 'โชคชะตา' จะรู้สึกยังไง
เพราะเท่าที่ผมทราบ มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นจากพันธุกรรมเเละอยู่นอกเหนือการควบคุมของเพื่อนของผมอย่างสิ้นเชิง
เเละผมยอมรับว่าผมไม่ได้เป็นคนที่ใกล้ชิดเพื่อนคนนี้ขนาดนั้น เเต่เหตุการณ์นี้ ได้ทําให้ผมกลับมาย้อนถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า "ถ้าเกิดผมจะตายในอีก 1 เดือน ผมจะพอใจกับสิ่งที่ผมทําอยู่ ณ ตอนนี้มั้ย?"
ยิ่งพอได้ลองฟังบทพูดของคุณ Steve Jobs ในปี 2005 ที่ Standford University ตอนที่เพื่อนของเขาพึ่งเสียชีวิต:
"Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart."
"การนึกขึ้นได้ว่าคุณต้องตายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงกับดักความคิดที่ทําให้เราคิดว่าเรามีอะไรต้องเสีย เพราะเราเกิดมาตัวเปล่าอยู่เเล้ว ดังนั้น มันไม่มีเหตุผลให้เราไม่ทําตามความฝันของเรา"
มันก็ทําให้ผมคิดหนักเลยครับ...
ผมสับสนมากจริงๆ นะเพราะส่วนตัว ก็เป็นคนที่ทําอะไรหลายอย่างมาก
ผมเรียนเเพทย์ไปด้วย ทําคอนเท้นวันละ 1-2 คลิป เขียนบทความเเบบนี้ทุกอาทิตย์ เเละเผื่อบางคนยังไม่ทราบนะครับ ผมเทรดเเละลงทุนเป็นรายได้หลักอีกด้วย
เเละมันก็ทําให้ผมไม่มีเวลาให้กับเพื่อนๆ พอโดนชวนไปเที่ยวก็ต้องปฏิเสธบ้าง เเละพอเราว่างอีกที ก็ถึงช่วงสอบของที่คณะเเล้ว ก็เลยต้องอ่านหนังสือ จนบางครั้งก็เเอบอยากถามตัวเองเหมือนกันว่า:
"กุทําอะไรอยู่วะ?"
จริงๆ ผมเคยลองคิดด้วยนะว่า ถ้าผมไม่เรียนต่อ ผมเองก็น่าจะใช้ชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องขอเงินคุณพ่อคุณเเม่เเล้ว เเละก็มีเวลาว่างไปใช้กับเพื่อนของผมได้เต็มที่ เเต่มันก็จะไม่ใช่ทางที่ผมมีความสุขที่สุด
เพราะหลังจากเกิดเหตุได้สามวัน ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีฌาปณกิจที่ทางคณะเเพทย์เป็นเจ้าภาพ เเละหลังจากที่ผมได้บอกลาเพื่อนของผมเเล้ว
มีญาติสูงอายุท่านหนึ่งที่ได้เข้าร่วมงานเป็น 'โรคลมเเดด' (Heat Stroke)
ทุกคนเเถวนั้นตกใจกันมาก เพราะท่านหมดสติเเละหัวฟาดพื้นด้วย เเต่โชคดีที่อาจารย์ผมอยู่เเถวนั้นพอดี เลยเข้าไปปฐมพยาบาลได้ทัน
ผมประทับใจกับเหตุการณ์นี้มากจริงๆ เพราะตอนเเรกผมก็กังวลเเละอยากเข้าไปช่วย เเต่ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผม ผมก็กล้าๆ กลัวๆ
เเต่หลังจากเห็นอาจารย์ของผมเดินเข้าไป ผมกลับรู้สึก 'โล่งใจ'
เเละวินาทีนั้น ผมก็เข้าใจเเล้วครับว่าการทําคอนเท้น เเละการหารายได้เสริมทุกอย่างทําให้ชีวิตผมดีขึ้นเเละมีความสุขมากขึ้นก็จริงนะครับ เเต่มันคงจะหมดความหมายถ้าเกิดผมไม่ได้เป็นเเพทย์
เพราะไม่ว่าเราจะมีเงิน หรือมีผู้ติดตามมากเท่าไหร่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น บุคคลเดียวที่จะทําให้คนทุกคนสบายใจได้ก็คือ 'เเพทย์'
ดังนั้น คําตอบของคําถามที่ผมถามตัวเองในตอนเเรกก็คือ 'ใช่' ครับ ถ้าเกิดผมจะตายในอีก 1 เดือนข้างหน้า ผมก็พอใจกับทุกสิ่งที่ผมทําอยู่ ณ ตอนนี้ครับ
เเละถ้าเกิดผมมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อีก 30, 40, 50++ ปี ผมก็หวังว่าคําตอบนี้จะไม่เปลี่ยนไปนะครับหากผมยังคงเดินทางด้วยเส้นทางนี้
เรื่องราวอาทิตย์นี้ก็มีเพียงเท่านี้เเหละครับ เเต่ผมอยากทิ้งท้ายเพื่อนๆ ไว้ให้ลองถามตัวเองดูนะครับ (หรือถ้าอยากเล่าให้ผมฟัง ตอบกลับอีเมลนี้ได้เหมือนกันนะครับ) :
"ถ้าเพื่อนๆ เหลือเวลาอีกเเค่ 1 เดือน เพื่อนๆ จะพอใจกับสิ่งที่ตัวเองทําอยู่ ณ ตอนนี้มั้ยครับ ?"
ไว้เจอกันใหม่อาทิตย์หน้านะครับบ:)
0 comments